เอกสาร PDF 
ความรู้เบื้องต้นสำหรับบุคลากรที่ดูแลเด็ก
และครอบครัวที่ติดเชื้อเอชไอวี

 

พญ.อรศรี วิทวัสมงคล
สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

1. เอชไอวี (HIV) คืออะไร

เอชไอวี เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์ได้ เป็นโรคที่เกิดในคนเท่านั้น โดยเชื้อเอชไอวี นี้จะทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันในการปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่าง ๆ

 

2. การติดเชื้อเอชไอวี แตกต่าง จากโรคเอดส์ อย่างไร

ในระยะแรกของการติดเชื้อเอชไอวี ในผู้ใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติเป็นเวลาหลายปี ส่วนในเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากมารดา มักมีการดำเนินโรคที่เร็วกว่าผู้ใหญ่ เมื่อร่างกายติดเชื้อเอชไอวี จะใช้เวลาหลายปีในการทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จนกระทั่งจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ต่ำลงมาก ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ ทำให้เกิดโรคฉวยโอกาสต่างๆ ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่คนมีภูมิคุ้มกันปกติไม่เป็น เรียกภาวะนี้ว่า เอดส์ หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

3. เอชไอวีสามารถติดต่อกันได้ ทางใดบ้าง

เชื้อเอชไอวี สามารถพบได้ในเลือด น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งจากช่องคลอด และน้ำนมของผู้ติดเชื้อ ดังนั้นเมื่อสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ผ่านทางเยื่อบุ หรือผิวหนังที่มีบาดแผล ทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีได้ โดยทั่วไปเชื้อเอชไอวี เป็นเชื้อที่ตายง่าย เมื่ออยู่นอกร่างกายคน จึงไม่ติดต่อจากการทำกิจวัตรประจำวันทั่วไป เช่น การจับมือการกอดหรือการรับประทานอาหารร่วมกัน เป็นต้น รวมทั้งยังไม่สามารถติดต่อผ่านการถูกยุง หรือแมลงกัดได้

การติดต่อมีได้ 3 ทางหลัก ดังนี้

  1. การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุที่บ่อยและสำคัญที่สุด
  2. การติดต่อทางเลือด โดยการใช้เข็มฉีดยาและกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือการได้รับเลือดจากผู้ติดเชื้อเอชไอวี
  3. การติดต่อจากมารดาสู่ทารก ในระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างการคลอด และการให้นมบุตร

ในปัจจุบันได้มีการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ในเลือดที่ได้รับบริจาค ดังนั้นโอกาสในการติดเชื้อเอชไอวี จากการได้รับเลือดหรือการเปลี่ยนถ่ายเลือดจึงน้อยมาก นอกจากนั้นยังมีการให้ยาในหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารก ทำให้การติดเชื้อในเด็กรายใหม่มีจำนวนน้อยลง

 

4. เราจะทราบได้อย่างไรว่าติดเชื้อเอชไอวี

ในผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี จะมีอาการแสดงดังต่อไปนี้

- มี ตับ ม้ามโต ผิวหนังอักเสบ เจ็บป่วยบ่อย

- ท้องเสียเรื้อรัง ฝ้าขาวจากเชื้อราในช่องปาก

- ติดเชื้อราในปอด เยื่อหุ้มสมอง ซูบผอมมาก พัฒนาการช้า

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี อาจไม่มีอาการใด ๆ และมีสุขภาพแข็งแรง ได้เป็นเวลาหลายปี ดังนั้นการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี จึงเป็นวิธีเดียวที่จะวินิจฉัยผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างแน่นอน จึงควรทำการตรวจเลือดในผู้ที่มีอาการน่าสงสัยดังกล่าวข้างต้น หรือกรณีที่มีประวัติที่อาจได้รับเชื้อ ดังในข้อ 3

 

5. เราจะป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ได้อย่างไร

 

  1. ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  2. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ทราบสภาวะการติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เช่น มีประวัติการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น มีประวัติการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย มีประวัติรักร่วมเพศหรือรักสองเพศ หญิงค้าประเวณี เป็นต้น
  3. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจจะนำพาไปสู่การมีเพศสัมพันธ์อย่างฉาบฉวย หรือไม่ใช้ถุงยางอนามัย เช่น ขณะมึนเมา หรือใช้ยาเสพติด
  4. หากมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคซิฟิลิส โรคหนองใน หรือแผลบริเวณอวัยวะเพศ ควรเข้ารับการรักษา เนื่องจากโรคเหล่านี้ เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีได้
  5. ไม่เสพยาเสพติด โดยเฉพาะชนิดฉีดเข้าเส้น หากมีความจำเป็นต้องฉีดยาใด ๆ ไม่ควรใช้เข็มฉีดยา และกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  6. ไม่ใช้มีดโกน ที่โกนหนวด แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี
  7. หญิงที่ประสงค์จะตั้งครรภ์ หรือหญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี หากพบว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี การให้ยาต้านไวรัสเอชไอวี ในมารดาช่วงตั้งครรภ์และในทารกแรกเกิด ร่วมกับงดกินนมมารดา สามารถลดอัตราการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกได้เป็นอย่างมาก

 

 

6. โรคเอดส์ และการติดเชื้อเอชไอวี สามารถรักษาได้หรือไม่

ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสเอชไอวี ซึ่งสามารถลดปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวี จนทำให้ผู้ป่วยแข็งแรงใกล้เคียงกับคนปกติได้ แต่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด จึงจำเป็นต้องกินยารักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การเริ่มยาต้านไวรัสเอชไอวี ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์

การกินยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ และตรงต่อเวลา มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะส่งผลให้มีระดับยาในกระแสเลือดสม่ำเสมอ สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะใดๆ ที่ทำให้ระดับยาในเลือดลดลง เช่น การขาดยา รับประทานยาไม่ตรงเวลา หรือไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่ง จะทำให้เชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้โรคต่าง ๆ กำเริบง่ายขึ้น

การลดปริมาณไวรัสเอชไอวีให้น้อยที่สุด เป็นสิ่งสำคัญที่จะป้องกันการเข้าสู่ระยะเอดส์และการเสียชีวิต

นอกจากนี้ การกินยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะดื้อยา ซึ่งถ้าเกิดภาวะดื้อยาแล้ว จะทำให้เหลือสูตรยาที่จะรักษาได้ มีจำนวนน้อยลง การกินยาสูตรแรกในการรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาระยะยาว

การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เมื่อมีปัญหาจากการรับประทานยา ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง และเนื่องจากยาต้านไวรัสเอชไอวี อาจมีปฏิกริยากับยาอื่น ๆ ได้ จึงไม่ควรซื้อยารับประทานเอง และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งที่ต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วย

นอกจากยาต้านไวรัสเอชไอวีแล้ว อาจมียาอื่น ๆ ที่ต้องรับประทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ของผู้ป่วย

 

7. ความสำคัญของการตรวจติดตามการรักษา

ในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี แพทย์จะนัดตรวจติดตามการรักษาเป็นระยะ เพื่อประเมินอาการทางร่างกายและผลข้างเคียงของยา จากการซักถามและตรวจร่างกาย สำหรับผู้ป่วยเด็กจะต้องมีการติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการร่วมด้วย นอกจากนั้นจะมีการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา และเฝ้าติดตามการดำเนินโรค โดยตรวจดูระดับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 และระดับเชื้อไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือด ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงผลของการรักษา

เป้าหมายของการรักษา ผู้ป่วยควรมีระดับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เพิ่มขึ้นจนอยู่ในเกณฑ์ปกติ และตรวจไม่พบเชื้อไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือด

สำหรับผู้ป่วยที่ล้มเหลวในการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจะตรวจพบว่า มีระดับเชื้อไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น หรือไม่ลดลงจนอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ หลังจากที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสระยะหนึ่งและต่อมาจะมีระดับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ลดลง จนกระทั่งมีอาการของภูมิคุ้มกันบกพร่อง การมาติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถเฝ้าระวังภาวะล้มเหลวจากการรักษาได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษาต่อไป

 

8. ทำอย่างไรให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีสุขภาพดี

- รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ตามแพทย์แนะนำ

- พบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง และสม่ำเสมอ

- เมื่อเจ็บป่วย ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง

- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สุก สะอาด ถูกหลักอนามัย

- ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ

- นอนหลับ พักผ่อน ให้เพียงพอ

- ทำจิตใจให้ผ่องใส ทำสมาธิ สวดมนต์

- หลีกเลี่ยงยาเสพติด แหล่งอบายมุข และพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆที่จะนำพาไปสู่การใช้ยาเสพติดและเพศสัมพันธ์

- หลีกเลี่ยงการรับเชื้อไวรัสเอชไอวีเพิ่มเติม โดยใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ แม้ในกรณีที่คู่นอนติดเชื้อเอชไอวีด้วย

- ไม่ใช้แปรงสีฟันหรือมีดโกนร่วมกับผู้อื่น

- เมื่อมีบาดแผล เลือดออก ควรชำระล้างบาดแผล และปิดบาดแผลด้วยพลาสเตอร์ยาหรือผ้าพันแผล


9. เราจะดูแลเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีอย่างไร 

เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี ต้องการความรักและการเลี้ยงดูเอาใจใส่ เหมือนเด็กปกติทั่วไป เด็กควรได้กินอาหารที่มีประโยชน์เหมาะสมตามวัย ควรส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ และการออกกำลังกายที่เหมาะสม ส่งเสริมให้เด็กไปโรงเรียนเมื่อถึงวัย ไม่จำกัดการเล่นและการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ กับเด็กอื่น นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังเป็นพิเศษ ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

- การกินอาหารและน้ำต้มสุก สะอาด

- ส่งเสริมสุขอนามัยส่วนบุคคล เน้นเรื่องความสะอาด การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร รักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาด

- ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

- ของเล่นสำหรับเด็ก ควรจะทำจากพลาสติก ไม่มีแหลมคม และสามารถล้างทำความสะอาดได้

- เมื่อเด็กเจ็บป่วย ควรพาไปพบแพทย์ และเมื่อมีคนในบ้านเจ็บป่วยเป็นโรคติดต่อ หรือเด็กสัมผัสโรคที่อาจเป็นอันตรายได้ เช่น โรคอีสุกอีใส หัด วัณโรค ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ

- ควรพาเด็กไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง

- ก่อนจะรับวัคซีนใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

- เมื่อมีบาดแผลเลือดออก หรือเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก ควรสอนการดูแล ทำความสะอาด และปิดแผล

- หลีกเลี่ยงการใช้มือเปล่าสัมผัสเลือด น้ำเหลือง และน้ำมูกของเด็ก ควรใช้สิ่งปกป้องการสัมผัสโดยตรง เช่น ถุงมือ ถุงพลาสติก ผ้า กระดาษทิชชู เป็นต้น


10. การเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีให้แก่ เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้อื่น

โดยปกติ เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี จะไม่แพร่เชื้อให้แก่ผู้ใกล้ชิด จึงไม่เป็นอุปสรรคในการทำกิจวัตรประจำวัน และกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ดังนั้นแพทยสภาจึงแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อของเด็กให้ผู้อื่นทราบ เว้นแต่ในกรณีที่อาจเกิดการสัมผัสเลือด หรือน้ำเหลือง โดยตรง เช่น เด็กกัดกัน เป็นต้น

เด็กเล็กที่ติดเชื้อเอชไอวี มักไม่ทราบสภาวะการติดเชื้อของตนเอง เมื่อเด็กโตขึ้น ควรได้รับรู้การวินิจฉัยโรคของตนเอง รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับโรค การปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เพื่อที่เด็กจะได้มีการปรับตัวได้ดีขึ้นต่อการเจ็บป่วยเรื้อรัง มีทัศนคติที่ดีต่อโรคที่ตนเป็นอยู่ เข้าใจถึงความจำเป็นในการกินยา ส่งผลให้มีวินัยในการกินยามากขึ้น

การเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อควรกระทำก่อนที่เด็กจะเข้าสู่วัยรุ่น และเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มเติม และการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น ทั้งนี้ควรบอกเมื่อใดขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็ก และครอบครัวเป็นรายๆไป

กระบวนการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวี ของตนเองให้เด็กรับทราบ เป็นขั้นตอนที่ควรทำอย่างระมัดระวัง ต้องมีการเตรียมความพร้อม และควรทำอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว หลังจากมีการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อแล้ว จะต้องมีการประเมิน ติดตามเด็กและครอบครัวต่อไป

 

11. เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี มีข้อจำกัดหรือข้อห้ามในการปฏิบัติตัวแตกต่างจากเด็กอื่นหรือไม่

โดยทั่วไปเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี ไม่มีข้อจำกัดหรือข้อห้ามในการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่แตกต่างจากเด็กที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี แต่จะต้องเน้นในเรื่องอาหารและน้ำที่สุก สะอาด ไม่ควรกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เชื้อเอชไอวีจะไม่ติดต่อผ่านทางการสัมผัสในชีวิตประจำวัน เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี สามารถไปสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียน และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม สำหรับการเล่นกีฬา ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องปะทะกัน ซึ่งอาจมีการเกิดบาดแผล และสัมผัสเลือดได้ เช่น ชกมวย มวยปล้ำ รักบี้ เป็นต้น

 

12. เมื่อเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี เข้าสู่วัยรุ่น ผู้ดูแลควรเตรียมความพร้อมอย่างไร

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและอารมณ์ ในด้านของการเจริญเติบโตเด็กผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือน ส่วนเด็กผู้ชายจะสามารถหลั่งน้ำอสุจิได้ เด็กควรได้รับการสอนสุขลักษณะอนามัยที่ดี เช่น ล้างมือก่อนและหลังจากเข้าห้องน้ำ ผ้าอนามัยที่ใช้แล้ว วัสดุที่ปนเปื้อนเลือดหรือน้ำอสุจิ ควรห่อกระดาษหรือใส่ถุงก่อนทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด เป็นต้น นอกจากนั้นควรเน้นในเรื่องของการไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หากมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ส่วนในด้านของจิตใจ อารมณ์ และการปรับตัวในสังคม เด็กที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง อาจมีปัญหาในเรื่องของพฤติกรรม การกินยาอย่างสม่ำเสมอ ความมั่นใจในตนเอง ผู้ดูแลควรคอยสังเกต และเป็นที่ปรึกษาให้แก่เด็กอย่างใกล้ชิด รวมทั้งอาจช่วยวางแนวทางในการเลือกอาชีพด้วย

ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้น โดยทั่วไปไม่มีข้อจำกัดในการทำอาชีพใด ๆ ยกเว้นควรหลีกเลี่ยงในบางอาชีพ ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสปนเปื้อนเลือดโดยตรงได้ เช่น แพทย์หรือพยาบาลที่ทำการผ่าตัด เป็นต้น

 

 

 

แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2012 เวลา 06:28 น.)